มีโอกาสเขียนไดอารีซะที เรื่องที่จะเขียนมันเลือนรางไปแล้ว ก็เลยต้องพิมพ์ตามที่ช็อตโน้ตเอาไว้เละๆ ในสมุด งี้ก็เป็นไดอารีเก่าๆ หืนๆ ที่ไม่อัปเดตไปซะแล้วน่ะสิ ถือซะว่าเป็นการย้อนไปบันทึกความคิดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านๆ มาของตัวเองแล้วกัน

 

อโตมาแล้วรู้สึกว่า ทฤษฎีสมทบคิด เนี่ยไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่ออะไรเลย ความรู้ ประวัติศาสตร์ และ (อะไรที่ดูเหมือนจะเป็น) ข้อเท็จจริง มันอาจเป็นการปรุงแต่งได้หมด ...เพราะคิดเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ ช่วงหลายสัปดาห์ก่อน ทำให้นึกไปถึงเรื่องที่ติดใจมากตอนเด็กๆ ก็ไอ้เรื่องลึกลับของ ลินคอล์น vs เคนเนดี - (มีอีกอัน) ไปหาอ่านดูใหม่ก็ยังหลอน แล้วเพื่อนของผมก็แนะเรื่องแนวคิดของ นิตเช ขึ้นมา (ไม่ได้จะบอกว่ามันเกี่ยวข้องกันนะ แต่มันเป็นการคุยแบบไหลๆ ต่อไป) ตอนนั้นผมก็ว่างจัด จนอยากลองเป็นบ้าดูบ้าง เลยไปอ่านไอ้แนวคิด อุบัติซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน ของแกมาเล่นๆ... 

 

หลังจากทำท่ากุมขมับแบบคุโรมาตี้ไปพักนึงก็แบบว่า เฮ้ย เข้าใจรางๆ ด้วยว่ะ เหมือนเป็นแนวคิดแบบคณิตศาสตร์เลย เลยดูมันมีเหตุมีผลขึ้นมา ตามประสาคนไม่ได้เรียนคณิตศาสตร์ แต่สมองซีกจินตนาการบรรเจิด -ฟุ้งซ่านก็เรียก- ก็เลยรู้สึกกลัวมากๆ ขึ้นมา รู้สึกถึง น้ำหนักที่เกินจะรับไหว อย่างที่ มิลาน คุนเดอรา ว่าไว้จริงๆ ...การคิดว่าสิ่งต่างๆ จะหวนกลับมาเกิดขึ้นซ้ำอีก มันเป็นอะไรที่ อันแบร์เอเบิล ทนไม่ไหวจริงๆ สำหรับคนที่ให้ค่ากับโมเมนต์ต่างๆ ของตัวเองมาก (เกินไป) มันยิ่งเป็นเรื่องทรมาน และน่ากลัวสุดๆ

 

เพื่อแก้หลอนตัวเอง ก็เลยพูดเ่ล่นไปเรื่อย ประมาณว่า เดี๋ยว นิตเช ก็เป็นบ้าอีกนับครั้งไม่ถ้วน ส่วน หม่าว ก็ยิ่งใหญ่อีกนับครั้งไม่ถ้วน วะฮ่าๆๆ - แล้วก็เลิกคิดไปเลยดีกว่า ไม่เอาละ ตอนนี้กลับมาใช้ชีิวิตปกติสุขอีกครั้ง

 

อนได้อ่านเรื่องย่อหนัง เซอร์โรเกตส์ อ่ะนะ รู้สึกว่าเป็นหนังไซไฟเรื่องหนึ่งที่ธรรมดามาก แต่พอได้อ่านรายละเอียดเบื้องหลังในโปรดักชันโน้ต ก็รู้สึกสนใจขึ้นมา ผมไม่ได้อยากรู้ไอ้ปมของเรื่องที่จะคลี่คลายว่า ใครเป็นฆาตกร ทำเพื่ออะไร บลาๆๆ แต่สนใจแนวคิดของโลกที่มนุษย์ใช้หุ่นยนต์ตัวแทน ที่มีรูปลักษณ์เหมือนตัวเอง (หรือไ่ม่เหมือนก็ได้) แต่ที่สำคัญคือมันสวยงามและอ่อนเยาว์ ตัวอย่างคือ ~บรูซ วิลลิส มีผมบลอนด์ละมุนละไม~ กร้ากๆๆ โคดเข้าใจหานักแสดงนำได้เหมาะกับประเด็นนี้มาก

 

ดูเหมือนมันจะพูดเรื่องอื่นที่นอกเหนือจาก มนุษย์ vs หุ่นยนต์, เทคโนโลยี หนังอาจจะมีหลายประเด็นเกี่ยวกับมนุษยวิทยาให้พูดถึง แต่ผมสนใจเรื่องดรามาเกี่ยวกับ ไอเดียลเซลฟ์ เป็นพิเศษ มีตัวละครที่ไม่ค่อยสบายเพราะคิดว่าตัวเองน่าเกลียดกว่าหุ่นยนต์อยู่ด้วย เป็นเรื่องน่าสะเทือนใจจัง ทำให้คิดขึ้นมาได้ว่า แม้แต่คนที่สวยที่สุดในโลกสำหรับผม ก็ยังคิดว่าตัวเองน่าเกลียดเลย

 

นอกจากนี้ก็... คิดว่าเขาสร้างมิติตัวละครละเอียดดี เช่น มีกลุ่มคนที่ต่อต้านเทคโนโลยีและหลงใหลธรรมชาติอยู่ด้วย มันน่าจะเป็นเรื่องธรรมดานะในโลกที่เทคโนบรรเจิดสุดกู่ ไ่ม่ใช่เรื่องที่ผมสนใจอะไรหรอก แค่คิดว่าน่าสนใจดีที่ไม่ลืมใส่คอนทรัสต์นี้ลงไป แต่ีนี่พูดถึงแค่แนวคิดงานสร้างนะครับ ไม่ได้พูดว่าตัวภาพยนตร์จะดีเด่อะไรทั้งสิ้น เพราะผมไม่ได้ดู แล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะไปดูด้วยอะ

 

ถึงจะรู้ว่าการเขียนเป็นไดอารีจะน่าสนใจน้อยกว่าตอนที่เขียนในรูปแบบบทความ บทความสนุกๆ ที่ใส่น้ำใส่เนื้อเต้มที่ แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกว่า... อืม ไดอารีก็ง่ายดี ไม่มีแรงจะเขียนบทความน่ารักๆ แบบนั้นอีกแล้ว เพราะว่าความต้องการจะปลีกวิเวกที่สูงขึ้นล่ะมั้ง... วันนี้มีหัวข้อใหญ่ที่อาจยกไปเอนทรีใหม่ได้ แต่ไม่เอาล่ะ เคลียร์ไปเลยละกัน ค้างคามานานเกินแระ เลยยกมาแยกไ้ว้ด้านล่างให้เป็นสัดเป็นส่วน ฟีลลิงของการ เขียนเพื่ออุทิศให้ จะได้ชัดเจนขึ้นนิดนึง ^^

 

------------------------------------------

 

 

 

 

 

 

เทซึกะ โอซามุ คนนี้... นักเขียนการ์ตูนที่ผมขอบคุณอย่างสุดซึ้ง เพราะถ้าไม่มีเซนเซย์ ก็คงไม่มี นาโอกิ อุราซาวะ แบบที่เป็นอยู่นี้ เมื่อก่อนผมเคยตั้งมั่นว่าจะไม่อ่านงานของเซนเซย์ เนื่องด้วยอารมณ์ขันของแกทำให้ผมกลัว เคยคิดอย่างจริงจังด้วยว่าีนี่ไม่ใช่ลายเส้นแบบที่ชอบ แต่คุณเพื่อนที่มีนิสัยขี้โม้โสเครตีสคนหนึ่ง ชอบไปอ่านแล้วเก็บมาเล่าให้ฟังอยู่เรื่อยๆ ผมก็เลยกลายเป็นคนที่รู้เรื่องการ์ตูนของแกมากมายโดยไม่ได้อ่าน (เอาเป็นว่าอ่านไปติ๊ดเดียว) ก็เลยเป็นการรู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ที่แปลกประหลาดอยู่สักหน่อย 

 

เคยคิดว่าวิธีอธิบายงานของเซนเซย์ก็ืคือ งานของนักทดลองที่อยากจะก้าวไปในทางที่เป็นแง่ลบที่สุด บนทางแยกของผลลัพธ์ของเหตุการณ์ต่างๆ ทางหนึ่งดี ทางหนึ่งร้าย แกเลือกที่จะไปทางร้ายให้เราดู แต่แกดูเป็นคนฉลาดจนน่าจะรู้ว่าในชีวิตจริง ความน่าจะเป็นมันไม่ได้ทำให้ทุกการเสี่ยงโชคจบลงที่ตัวโจ๊กเกอร์ แต่ดูเหมือนว่างานของเซนเซย์เป็นเครื่องมือทดลอง ที่จะฉายภาพด้านร้ายๆ ให้ดู เพื่อสร้างภาพความเป็นไปได้ที่สะเทือนใจที่สุด สรุปก็คือเซนเซย์หลงใหลในทราจิดีไงล่ะ

 

 

 

หลังๆ พอได้รู้รายละเอียดอีกหลายแง่มุมที่ซ่อนอยู่ในงานของเซนเซย์ก็เริ่มเปลี่ยนความคิดที่มีต่อแก ทั้งที่เคยคิดว่าไม่ใช่งานที่อยากโอบกอดด้วยหัวใจอบอุ่นเหมือน มอนสเตอร์ หรือ พลูโต ของ นาโอกิเซนเซย์ แต่เป็นงานที่กระทบใจแรงพอๆ กัน ระดับที่แค่ฟังคำบอกเล่าตรงๆ ทื่อๆ เนื้อๆ จากปากของเพื่อน ก็ยังทำให้อยากร้องไห้ได้ในบางตอน (แต่นั่นก็เป็นเพราะผมเป็นผมด้วย เพราะศิลปะเป็นเรื่องส่วนตัว) ทำให้ในที่สุดก็รู้ตัวว่า จริงๆ แล้วงานของโอซามุเซนเซย์อยู่ใกล้คาแรกเตอร์ของผมมากกว่าที่คิดแต่แรก มีอะไรบางอย่างที่อยู่ใกล้ชิดกับตัวตนของผมมาก จนเซนเซย์อาจเป็นนักเขียนคนโปรดของผมก็ได้

 

ก็เลยไปดูพื้นเพของแกมา ทั้งเรื่องที่แกเป็น ผู้บุกเิบิก ฉายาพระเจ้าแห่งมังงะและอะนิเมะ และประสบการณ์ชีวิตทั้งหมดที่รวมกันเป็น โอซามุ ทำให้เข้าใจงานของแกเพิ่มขึ้นมามากมาย ณ ตอนนี้ผมกลายเป็นแฟนคลับไปเรียบร้อยโรงพยาบาลโอซามุแล้ว แต่ยังขอเสพเฉพาะงานที่ไม่หดหู่จนเกินไป อะนิเมะ แบล็กแจ็ก สนุกมากโคด ทำเอาหม่าวงอมแงมไปเรียบร้อยแล้วครับ Thank you so MUCH, trexl6 !!!~

 

มาถึงจุดนี้ถ้าถามว่างานของเซนเซย์เป็นยังไง คงตอบได้ประมาณว่า ตาลุงแก่ประสบการณ์ หัวดื้อ อีโก้แรง ไม่ซ้ำใครเลย ขี้อาย ขี้เก๊ก ปากร้ายใจดี หัวก้าวหน้า เน้นสันชาตญาณจนไร้ระเบียบ เรียลลิสต์ที่สุด มัสคูลีนที่สุด และที่จริงแล้ว เน้นฮา (...อย่างแรง) และที่จริงแล้ว โรแมนติก (...กว่าที่คิด) และคีย์เวิร์ดคือ "ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าอยากจะทำอ่ะ ก็จะทำ เข้าใจ๊?~" นอกจากนี้ก็คือ... มีอยู่จริงๆ ด้วย คาแรกเตอร์ที่ทาบทับระหว่างงานของเซนเซย์กับของผม แน่นอนว่าของงานของเราโทนต่างกันมาก แต่มีบางอย่างทาบทับกันจริงๆ...

 

...ขอตัดจบที่ประเด็นนี้ แบบไม่เคลี๊ยร์ไม่เคลียร์แล้วกันนะ ฮิ~ <3 

 

 

------------------------------------------

 

 

ปล. HBD นุ่น

ปปล. Happy Halloween ทุกคน ขอขนมหน่อยซี่ GIVE ME TREATS!!!~